III ประกาศดัน ANI เข้าตลาดฯ ปลายปีนี้ เชื่อมจิ๊กซอว์ผงาดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคทั้งทางอากาศ-เรือ-ราง

บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III) ปักหมุดแตกธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน โดยกลุ่ม ANI จะเข้าระดมทุนในไตรมาส 4/2565 พร้อมจับมือพันธมิตรใหญ่ในลาว เตรียมปูพรมบริการขนส่งทางรางระหว่างประเทศเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายจีน-สปป.ลาว ประกาศสิ้นปีนี้ก้าวสู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั้งทางอากาศ เรือ และราง

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย เปิดเผยว่า ปีนี้เห็นสัญญาณการเติบโตของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก จากการที่หลายประเทศทั้งภูมิภาคยุโรป และเอเชีย เริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ แนวโน้มปริมาณเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ ทำให้บริษัทฯ มีอุปทานของพื้นที่ระวางขนส่งสินค้าทางอากาศให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น นับเป็นปัจจัยบวกต่อแผนการแตกธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน เพื่อนำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยไตรมาส 4 ปีนี้ เตรียมนำบริษัทร่วมทุน “บริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (ANI)” เข้าระดมทุน สานเป้าหมายของทริพเพิลไอ ในการก้าวเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบัน ANI เป็นตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินไม่ต่ำกว่า 20 สายการบินทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยครอบคลุมประเทศไทย เวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า และกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานการผลิต และการกระจายสินค้าในระดับนานาชาติ

“ผลประกอบการของ บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ ในไตรมาส 1/2565 มีรายได้รวม 744.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 112.73 ล้านบาท เติบโตกว่า 45.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นตัวเลขที่เราค่อนข้างพอใจ เพราะโดยทั่วไปของธุรกิจนี้ แม้ในไตรมาสแรกจะมีปัจจัยภายนอกกระทบ ทั้งเป็นช่วงที่มีความต้องการขนส่งสินค้าน้อยสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่นของปี รวมถึงการมีวันหยุดยาว อีกทั้งเมื่อเดือนมีนาคม ยังมีการล็อคดาวน์ของจีน ซึ่งกระทบเราที่มีธุรกิจในเอเชียและจีนมาก แต่เรายังสามารถสร้างการเติบโตได้ และเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปกติเป็นช่วงพีคสุดของปี ตัวเลขการเติบโตต่างกันเพียง 1%” นายทิพย์กล่าว

ทั้งนี้ การเติบโตในไตรมาสแรกเป็นผลจากการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ที่มาจากการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการรับรู้ส่วนแบ่งกําไรอย่างโดดเด่น จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า ขณะที่ยังรักษาระดับการทำกำไรจากธุรกิจหลักในกลุ่มบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

โดยนายทิพย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจดังกล่าวจะยังสามารถเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอากาศ ที่บริษัทฯ ได้ให้บริการเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า จากสถานการณ์ตู้ขนส่งสินค้าขาดแคลน ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหาร ผลไม้ ยาและเวชภัณฑ์

ทางด้านกลยุทธ์การเติบโตในไตรมาส 2/2565 สำหรับกลุ่มธุรกิจหลัก บริษัทฯ ได้ขยายการให้บริการขนส่งทางราง โดยวางภาพไว้ครอบคลุมทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยในส่วนของการขนส่งในประเทศ เริ่มทดลองให้บริการตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 และจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 นี้ ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นำร่องจากเส้นทางลาดกระบัง-ราชบุรี จำนวน 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ และเตรียมแผนขยายบริการไปยังเส้นทางอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ได้แก่ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทฯ มีความร่วมมือกับบริษัท Sitthi Logistics Laos Co., Ltd. (“Sitthi”) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และคลังสินค้าครบวงจรชั้นนำในประเทศลาว เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจการเป็นตัวแทนให้บริการขนส่งทางรางระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 65 อีกทั้งถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายหลัก ในการให้บริการขนส่งทางรางระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีน-สปป.ลาว

“ภายในสิ้นปีนี้บริษัทฯ จะสามารถผลักดันเป้าหมาย การก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ที่ครอบคลุมทั้งระบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ ทางเรือ และทางราง ผ่านการขยายการลงทุนและความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร” นายทิพย์กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ปรับโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจจุดรับส่งพัสดุ (Drop-off) โดยการขายหุ้นบริษัท เอ.ที.พี.เฟรนด์ เซอร์วิส จํากัด (ShipSmile) 43% ให้กับบริษัท สบาย สปีด จำกัด (SBS) ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง และภายหลังการปรับโครงสร้าง ทริพเพิลไอ จะเข้าถือหุ้น SBS ในสัดส่วน 18% ทั้งนี้ SBS จะเป็นผู้ดําเนินธุรกิจการให้บริการจุดรับส่งพัสดุ

และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร เพิ่มบริการอื่นๆ นอกจากการเป็นจุดรับส่งพัสดุ ได้แก่ บริการขายประกันขนส่ง ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ บริการต่อ พรบ. บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคและค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ปัจจุบันกลุ่มมีสาขาที่ให้บริการรวม ShipSmile แล้วมากกว่า 12,000 สาขา

“ถือเป็นการรวมจุดแข็งของธุรกิจ Delivery และ Logistics สร้างระบบอีโคซิสเต็มที่สมบูรณ์ เพราะในธุรกิจนี้ การมีจำนวนสาขามากจัดเป็นข้อได้เปรียบของ Express Shop หรือ Drop-off เพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก

และครอบคลุมยิ่งขึ้น ต้นทุนลดลง อีกทั้งสอดคล้องกับแนวโน้มการปรับตัวรับการแข่งขันของผู้ประกอบการ Delivery ที่เห็นโอกาสประหยัดต้นทุนในการเปิดสาขาใหม่และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยมาร่วมเป็นพันธมิตรในเครือข่ายของ SBS” นายทิพย์กล่าว

Read more...

III ประกาศเป้าหมายใหญ่ปี 65 ปักหมุดเป็นโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคเอเชีย

บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ หรือ III ประกาศปี 65 ดัน 2 โครงการ บุกเบิกความสำเร็จในการไต่ชั้นบริษัทระดับภูมิภาค (Regional) พร้อมนำ ANI เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมรับขาขึ้นของขนส่งทางอากาศและสายการบิน เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านโลจิสติกส์ ขยายธุรกิจการขนส่งทางรางสู่การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics)

นายวิรัช นอบน้อมธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้นำด้านโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายในปี 2565 ตั้งเป้าผลักดันธุรกิจของ III สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยนำร่องจากการแตกบริษัทลูกคือ บริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ANI) นำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปีนี้ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาสู่การเป็นกลุ่มตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินในระดับภูมิภาค เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำด้านการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรในภูมิภาค (Regional Logistics Player)

ปัจจุบัน ANI มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และมีสำนักงานครอบคลุม ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการกระจายสินค้าในระดับนานาชาติ สร้างสัดส่วนผลประกอบการ 70% จากต่างประเทศ และมีการเติบโตชัดเจน จึงมีศักยภาพที่จะสร้างความเติบโตในฐานะบริษัทระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้

“ผลประกอบการด้านการขนส่งทางอากาศทั้งของเราและภูมิภาคยังเติบโตสูง ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจสายการบินเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้นเราเห็นโอกาสเติบโต จึงเป็นจังหวะที่ดีในการที่จะนำ ANI เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ระดมทุนเพื่อนำมาขยายธุรกิจต่อเนื่องในภูมิภาค และเตรียมความพร้อมเป็นตัวแทนสายการบินต่างๆ จากปัจจุบันเรามีอยู่กว่า 20 สายการบินที่เราเป็นตัวแทนในระดับภูมิภาค” นายวิรัชกล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายธุรกิจเพิ่มเติมในส่วนของการขนส่งทางราง (Rail Freight) โดยจะพัฒนาเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศได้ภายในไตรมาส 2/2565 โดยรุกจากเส้นทางรถไฟสายจีน-สปป.ลาว ที่เริ่มเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมต่อสำคัญภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI)

ทั้งนี้ นายวิรัชมองว่าการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งส่วนของการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอากาศ รวมถึงการขนส่งสินค้าทางบก การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนแบบ Multimodal ขนสินค้าเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอาเซียน

“นี่คือ 2 โครงการหลักๆ ของปีนี้ที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายการเติบโตของ III เป็นการพัฒนารูปแบบโลจิสติกส์ใหม่ๆ ไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจที่ทำอยู่ปัจจุบัน โดยมีการขยายผลิตภัณฑ์โลจิสติกส์ใน segment ใหม่ๆ” นายวิรัชกล่าว

จากการคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มองแนวโน้มการเติบโตทั้งการขนส่งสินค้าทางอากาศและการขนส่งสินค้าทางทะเลในปี 2565 ว่ายังมีทิศทางที่ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องร้อยละ 3.4 และคาดว่าการส่งออกของไทยจะมีการขยายตัวที่ร้อยละ 3.0-4.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมาภายหลังการเปิดประเทศ

นายวิรัชกล่าวว่า ปีนี้ III ยังมองถึงการเกาะติดโอกาสด้านธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ สำหรับลูกค้ากลุ่มอี-คอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ และ Domestic Delivery ที่มีการขยายตัว โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ บมจ. สบาย เทคโนโลยี พัฒนาธุรกิจให้ ShipSmile และจับมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการ Delivery ทุกค่าย และยังมีการเพิ่มบริการอื่นๆ เป็นให้เป็นศูนย์รวมระบบแฟรนไชส์ ทั้งจุดรับส่งพัสดุ และบริการรูปแบบเคาน์เตอร์เซอร์วิสอื่นๆ ปัจจุบันมีจำนวนสาขาประมาณ 5,000 สาขา และตั้งเป้าหมายครบ 9,000 สาขาในปีนี้

ด้านภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2564 บริษัทฯ สามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New high) ติดต่อกันทุกไตรมาสตลอดทั้งปี โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,939.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 82.9 และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 377.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 132.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 162.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นความสำเร็จที่มาจากการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนที่หลากหลาย การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

Read more...

ทริพเพิล ไอ ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมไทยตลอดปี 2564

บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ iii เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มุ่งมั่น และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยความเชื่อที่ว่าธุรกิจไม่อาจประสบความสำเร็จอย่างยั่นยืนหากขาดการให้ความสำคัญกับสังคม โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ในขณะที่ทุกภาคส่วนของประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทฯ ยังตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ในปีนี้จึงมีการแรงร่วมใจทั้งทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาของทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์และบริษัทในเครือ ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ คืนสู่สังคมหลายโครงการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้กับหน่วยงานต่างๆ และช่วยบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โรคระบาด

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติก จำกัด (มหาชน) เล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์โควิด-19 แม้ว่าบริษัทฯ เองจะได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจบางส่วน แต่ทีมผู้บริหารรวมถึงพนักงานทุกระดับชั้น ยังพยายามขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การรวมตัวทำกิจกรรมจะทำได้ยากก็ตาม แต่เรามองว่าเมื่อสังคมประสบกับภาวะที่ยากลำบาก เรายิ่งต้องพยายามยื่นมือเข้าช่วยเหลือกัน

เรื่องราวดีๆ ในปีนี้ที่บริษัทฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมด้านแรก คือ ด้านสาธารณสุข โดยเริ่มตั้งแต่การจัดหาวัคซีนให้แก่พนักงาน และกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทางบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการขอรับการจัดสรรวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” กับทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นอกจากการจัดหาวัคซีนให้แล้วนั้น ทางบริษัทฯ ยังจัดเตรียมชุด Home Isolation Kit ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานทางการแพทย์ และชุดยาที่ครอบคลุมอาการเจ็บป่วยส่งไปให้พนักงานที่ติดเชื้อไรวัสโควิด-19 เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

ในช่วงที่การแพร่ระบาดเริ่มรุนแรง บริษัทฯ ร่วมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ได้แก่ชุด PPE หน้ากากอนามัย เฟสชีลด์ อุปกรณ์วัดออกซิเจนปลายนิ้ว ถุงมือยาง และสเปรย์แอลกอฮอล์ ให้แก่ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อโควิด-19 เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานแพทย์ในการออกตรวจและรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่สาธารณสุข อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

คุณทิพย์ เล่าต่อว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับช่วงวิกฤตปัญหาผู้ป่วยล้นเตียง และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือไม่เพียงพอ ตนจึงเป็นโต้โผใหญ่ชวนนายวิรัช นอบน้อมธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และกรรมการบริษัทฯ และบริษัทในเครือ นำเครื่องช่วยหายใจ High Flow Oxygen จำนวน 4 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ไปมอบให้กับโรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ กทม. เพื่อช่วยสนับสนุนเครื่องมือสำคัญแก่บุคลากรทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย อีกทั้งมีการบริจาคเครื่องผลิตออกซิเจนขนาด 10 ลิตร จำนวน 7 เครื่อง ให้กับหอผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 (ICU สนาม) โรงพยาบาลศิริราช และกระจายไปยังโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช และโรงพยาบาลชัยบาดาล จ.ลพบุรีเครื่อง อีกจำนวน 5 เครื่อง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้บริจาคอาหารเสริม น้ำดื่ม ของใช้เด็ก และสนับสนุนอาหารประจำวันจำนวนสามมื้อให้กับน้องๆ และเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์เด็กบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการลาดกระบัง ภายหลังจากเหตุที่มีเด็กและเจ้าหน้าที่บางส่วนติดเชื้อโควิด-19 ให้กับเด็กๆ และเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์อีกด้วย

ต่อมาในช่วงปลายปี 2564 หลังจากประชาชนจำนวนมาก ได้รับการฉีดวัคซีนเข็ม 1-2 แล้ว ทำให้จำนวนตัวเลขของผู้ป่วยติดเชื้อลดน้อยลง และดูเหมือนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่หลายจังหวัดในภาคใต้กลับประสบกับอุทกภัยอย่างหนัก ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อน ขาดแคลนที่อยู่อาศัย อาหาร และน้ำดื่ม ทางบริษัทฯ ได้จัดการสนับสนุนรถขนส่งน้ำดื่มให้กับสำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และล่าสุดบริษัทฯ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับวิสาหกิจชุมชนจากการเข้าร่วมโครงการ Rayong Influencer Challenge 2021 เพื่อระดมรายได้สนับสนุนสินค้าชุมชนที่เป็นของดีในจังหวัดระยอง

จากความตั้งใจที่จะเป็นส่วนเล็กๆ ที่มีโอกาสช่วยเหลือสังคม ในปีนี้ ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ ได้จัดทำโครงการต่างๆ รวมมูลค่ากว่าสองล้านห้าแสนบาท และยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับการยืนเคียงข้างภาคสังคมและชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าแม้ในยามยากลำบาก เราจะสามารถผ่านวิกฤตไปพร้อมกันได้ด้วยการเกื้อกูล

Read more...

III โชว์ผลงาน Q3/64 ทุบสถิติกำไรทะลุ 100 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีโตกว่าสองเท่า ผุด Business Development Unit จับอีคอมเมิร์ซ-นิวนอร์มอล และเตรียมขยายธุรกิจตัวแทนสายการบิน หนุนโตต่อเนื่องหลังโควิดคลี่คลาย

บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ หรือ III  โชว์ผลประกอบการ Q3/64 ฝ่าวิกฤติโควิดสร้างกำไรต่อเนื่องทะลุ 100 ล้านบาท เชื่อมั่นผลดำเนินงานสิ้นปีนี้ทุบสถิติ All Time High เติบโตมากกว่า 2 เท่า จับเทรนด์นิวนอร์มอลจากสถานการณ์โควิด แตกกลุ่มธุรกิจ Business Development Unit ปั้นแหล่งรายได้ใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล ตอกย้ำการเป็นผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรบมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ หรือ III  โชว์ผลประกอบการ Q3/64 ฝ่าวิกฤติโควิดสร้างกำไรต่อเนื่องทะลุ 100 ล้านบาท เชื่อมั่นผลดำเนินงานสิ้นปีนี้ทุบสถิติ All Time High เติบโตมากกว่า 2 เท่า จับเทรนด์นิวนอร์มอลจากสถานการณ์โควิด แตกกลุ่มธุรกิจ Business Development Unit ปั้นแหล่งรายได้ใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล ตอกย้ำการเป็นผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจร

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้นำด้านโลจิสติกส์ครบวงจรของไทยเปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ยังสามารถเติบโตต่อเนื่องแม้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งของประเทศไทยและทั่วโลกจะยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19  โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดนี้จำนวน 100.2 ล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 75.9 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 16.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

จากความสำเร็จดังกล่าว มีปัจจัยสำคัญมาจากความสามารถของบริษัทฯ ในการบริหารธุรกิจท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ และมาตรการ Lockdown ในประเทศ โดยได้ปรับยุทธศาสตร์ให้บริษัทฯ เป็น Operating Holding เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้บริษัทฯ มีผลประกอบการหลักมาจาก 2 ส่วนคือ จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลักในปัจจุบัน และจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ยังสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

“เรามั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 จะยังคงรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ดีได้อย่างต่อเนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจ และยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่ในทุกรูปแบบ จึงเชื่อว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เป็นสองเท่าของปี 2563” นายทิพย์กล่าว

บริษัทฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ชั้นนำในระดับภูมิภาคผ่านโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการขยายธุรกิจเพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม ไปสู่กลุ่มคอนซูเมอร์ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการปลายทาง สร้างมิติใหม่ในธุรกิจด้านโลจิสติกส์

ล่าสุด บริษัทฯ ได้แตกกลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ Business Development Unit (BU5) เพิ่มเติมจาก 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีอยู่เดิมเพื่อรองรับเทรนด์ของตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค และบทบาทของเทคโนโลยีที่จะสามารถเข้ามาสนับสนุนธุรกิจมากขึ้น โดยโมเดลธุรกิจจะครอบคลุมทั้งการพัฒนาบริการใหม่ๆ การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และการร่วมลงทุน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2566 จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างสัดส่วนผลประกอบการให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของผลประกอบการรวมของบริษัทฯ ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ในระยะยาว

นายทิพย์ กล่าวว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงกระแสของ Business Disruption เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนในการตัดสินใจตั้ง BU5 ขึ้นมา ซึ่ง BU5 จะมีความคล่องตัวมากกว่าการดำเนินงานภายใต้โครงสร้างเดิม เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่จะสร้างความโดดเด่นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ รวมทั้งคู่ค้าและลูกค้า

สำหรับ BU5 วางแนวคิดการสร้างการเติบโตภายใต้คอนเซ็ปต์ “Logistics and Beyond” BU 5 ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อน ธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ในการขยายขอบเขตการให้บริการต่อยอดบริการเดิมที่มีอยู่ รวมไปถึงพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์โมเดลใหม่ที่แตกต่างไปจากธุรกิจรูปแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการภายใต้ BU5 ดังนี้

1. การพัฒนาสู่การเป็นผู้นำด้านการเป็นตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินในระดับภูมิภาค เพื่อขยายจากพื้นที่เดิมซึ่งในปัจจุบันเป็นตัวแทนให้แก่สายการบินทั่วภูมิภาคกว่า 20 สายการบิน และปี 2565 จะเห็นการเติบโตอีกมาก โดยตั้งเป้าการเป็นเบอร์ 1 ของตลาดนี้ ซึ่งจากการที่บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ANI) แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2564 ต่อจากนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนใน ANI เพิ่มเติม เป็นเงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อกิจการกลุ่มบริษัท เอเชีย จีเอสเอ (เอ็ม) เซินดิเรียน เบอร์ฮัด (ASIA GSA (M) Sdn. Bhd. ในสัดส่วน 20% คิดเป็นมูลค่ากว่า 732 ล้านบาท โดยจะรวมศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ไว้ที่ประเทศไทย และกระจายจัดตั้งสำนักงานสาขาในอีกกว่า 10 เมืองของภูมิภาคนี้ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา โดยมุ่งเน้นเมืองที่เป็นฮับของสายการบิน เป็นเส้นทางการบินหลัก และเป็นฐานการกระจายสินค้าในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะนำ ANI เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Asia GSA (M) ในอนาคต

“การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจขายระวางสินค้าสายการบินในครั้งนี้ เป็นการประสานร่วมกันระหว่างบริษัทฯ กับพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งทำให้ขยายขีดความสามารถในการแข่งขันการเป็นตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีอุปสงค์ในการขนส่งสินค้าทางอากาศสูง เมื่อเทียบกับอุปทานที่ยังไม่สามารถตอบสนองได้จากสถานการณ์การบินในปัจจุบัน” นายทิพย์กล่าว

2. การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ภายในประเทศสำหรับกลุ่มลูกค้าอี-คอมเมิร์ซ เพื่อรองรับการเติบโตทั้งแบบ B2B, B2C และการให้บริการคลังสินค้า (Fulfillment) วางเป้าหมายขยายจากฐานลูกค้ากลุ่ม B2B ไปในกลุ่ม B2C โดยจะมีการลงทุนผ่านสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็น Delivery Logistics ซึ่งเติบโตตามธุรกิจจัดส่งสินค้าและอีคอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ เตรียมต่อยอดจากการเข้าไปลงทุนใน ShipSmile ผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจขายแฟรนไชส์ให้ผู้ประกอบการในการขนส่งพัสดุ และเป็นจุดรวบรวมการขนส่งพัสดุภายในประเทศจากบริษัทขนส่งชั้นนำ และสามารถสร้างผลกำไรที่น่าพอใจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาจากกว่า 4,000 สาขา เป็น 10,000 สาขาภายในปีหน้า พร้อมเพิ่มความหลากหลายของบริการ ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส รับจองตั๋ว รับชำระค่าบริการ เป็นต้น

โดยวางตำแหน่งของ ShipSmile เป็น Express Shop ที่เป็นมิตรกับผู้ประกอบการขนส่งพัสดุทุกราย ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบอัตราค่าบริการ โปรโมชั่น และตารางเวลาจัดส่ง เป็นทั้งจุดรับและส่งสินค้าให้กับผู้ใช้บริการ โดยเป็นการผสานทั้งช่องทางแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพิ่มตัวเลือกให้กับทั้งลูกค้าและคู่ค้าของ ShipSmile

3. การพัฒนาบริการขนส่งสินค้าในระบบราง ทางบริษัทฯ ได้ศึกษาโอกาสในการพัฒนาการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมขยายเส้นทางการขนส่งข้ามแดนระหว่างประเทศ เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟฟ้าลาว-จีน (BRI) ซึ่งอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาตร์ของประเทศไทยในการเป็นฮับระดับภูมิภาค และเป็นศูนย์กระจายสินค้าในอาเซียน  บริษัทฯ ตั้งเป้าเริ่มให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกปี 2565 โดยเพิ่มระยะทางขนส่งทางรางครอบคลุมตั้งแต่มาเลเซีย กรุงเทพ แหลมฉบัง ลาว จีนตอนใต้และตะวันตก

สำหรับบริการขนส่งสินค้าในระบบรางภายในประเทศจะพร้อมให้บริการภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะมีเส้นทางการให้บริการจากภาคใต้มายังภาคกลาง และจากภาคตะวันออกมายังภาคกลาง พร้อมให้บริการขนส่งทางบกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากสถานีรถไฟไปยังจุดหมายที่ลูกค้าต้องการ

4. การพัฒนา E-Logistics Platform เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยจะขยายสู่การให้บริการแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้าทั้งกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าและผู้ขายสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่การให้บริการคลังสินค้าที่มีอยู่แล้ว ไปจนถึงบริการด้าน Digital Marketing Agency โดยผนึกกับพันธมิตรที่ชำนาญด้านการตลาดดิจิทัล นำเสนอเป็นโซลูชั่นวางแผนการตลาดที่เจาะได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์สามารถขยายช่องทางเติบโตของยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งมาร์เก็ตเพลส และโซเชียล มาร์เก็ตติ้ง

และ 5. บริการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิให้กับสินค้ากลุ่มอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ เป็นการต่อยอดความชำนาญและจุดแข็งในธุรกิจบริการจัดส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของบริษัทฯ ไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง คือการจัดส่งด้วยการควบคุมอุณหภูมิ สำหรับสินค้าอาหารและยา/เวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นโอกาสแหล่งรายได้ใหม่ที่บริษัทฯ สนใจทำอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมามีการเปิดสำนักงานที่ประเทศสิงคโปร์ โฟกัสกลุ่มขนส่งวัคซีนและยาที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิตลอดการขนส่งและจัดเก็บ

“จากการผสานศักยภาพกลุ่มธุรกิจหลักที่มีอยู่เดิม และการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้ BU5 จะนำมาซึ่งยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรในรูปแบบใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ส่งเสริมขีดความสามารถของธุรกิจให้เติบโตตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งกลุ่มทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ คู่ค้า และลูกค้า อีกทั้งการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย” นายทิพย์กล่าว

Read more...

ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ กำไรฉลุย จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.10 บาทต่อหุ้น วันที่ 21 ต.ค. นี้ ลุยปรับโครงสร้าง ANI รองรับธุรกิจตัวแทนสายการบินระดับภูมิภาค

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ iii  มั่นใจผลการดำเนินงานปี 2564 เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับกระแสเงินสดของบริษัทฯ ที่มาจากผลการดำเนินงานและจากเงินปันผลที่ได้จากบริษัทย่อย ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า โดยที่ประชุมคณะกรรมการ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2564 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ ในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 60.94 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37.34 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ณ วันที่ 6 ต.ค. 2564 และวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 5 ต.ค. 2564 กำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 21 ต.ค. 2564

 

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ใน 6 เดือนแรกของปี 2564 สร้างกำไรสุทธิรวม 163.2 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่าร้อยละ 185.2 และสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2563 ที่ 162.5 ล้านบาท

 

“ในครึ่งปีหลังของปี 2564 บริษัทฯ จะยังคงรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ดีได้อย่างต่อเนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจและยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่ในทุกรูปแบบ จึงเชื่อว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เป็นสองเท่าของปี 2563” นายทิพย์กล่าว

 

นอกจากนี้ หนึ่งในแผนการพัฒนาธุรกิจใหม่นั้น บริษัทฯ ได้เดินหน้าขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตร โดยจะดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจการเป็นตัวแทนขายระวางสินค้าให้กับสายการบินให้แล้วเสร็จเพื่อรองรับการเป็นกลุ่มตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินในระดับภูมิภาค โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดโครงสร้างบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ANI) เพื่อให้ ANI เป็น Operating Holding สำหรับกลุ่มธุรกิจการให้บริการตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินในภูมิภาค โดยการขายหุ้นสามัญของบริษัท เอ็กเซล แอร์ จำกัด ที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ให้ ANI โดยแผนในอนาคต ANI มีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมในระดับภูมิภาค ตลอดจนการเป็นตัวแทนสายการบินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่ม ANI ภายหลังการปรับโครงสร้าง คาดว่าจะมีรายได้กว่า 4,000 ล้านบาท ในปี 2564

 

Read more...

III กำไรนิวไฮต่อเนื่อง Q2/64 โตกระฉูด 147.2% ผนึกพันธมิตรเสริมแกร่ง มั่นใจผลประกอบการทั้งปีเติบโต 2 เท่า

บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ หรือ III เติบโตก้าวกระโดด กำไร Q2/64 แตะ 85.7 ล้านบาท ทุบสถิตินิวไฮสองไตรมาสติดต่อกัน กลุ่มธุรกิจหลัก “ขนส่งสินค้าทางอากาศ-โลจิสติกส์สินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์” ยังสดใส เหตุค่าระวางขาขึ้น รวมทั้งกลุ่มพัฒนาธุรกิจใหม่ยังรับรู้รายได้ต่อเนื่อง หนุนครึ่งปีแรกกำไรทุบสถิติทั้งปี 63 พร้อมเป็น “ฮับ” ตัวแทนสายการบิน ดันบริษัทขึ้นสู่ Logistics Integrator ภูมิภาคเอเชีย ด้านธุรกิจพัสดุในประเทศรุ่ง เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น ShipSmile อีก 8% ผนึกพันธมิตร “สบาย” จับมือ “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” เบอร์ 1 ขนส่งพัสดุในไทยเสริมแกร่งบริษัท มั่นใจผลการดำเนินงานทั้งปีโต 2 เท่า

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2564 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 85.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.0 ล้านบาท หรือ 147.2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 10.7% จากไตรมาส 1/2564 สร้างสถิติกำไรสุทธิทำนิวไฮติดต่อกันสองไตรมาส เป็นผลจากการเติบโตทั้งจากกลุ่มธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่ม และจากการพัฒนาธุรกิจใหม่ ซึ่งรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ครึ่งปีแรกปี 2564 มีกำไรสุทธิรวม 163.2 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 185.2% และสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2563 ที่ 162.5 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมรายได้ 6 เดือนแรกเติบโตเช่นกัน โดยมีรายได้รวม 1,274.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 69.0% แม้เศรษฐกิจรวมยังได้รับผลกระทบจาก Covid-19 รอบใหม่และการล็อกดาวน์ในประเทศในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

สำหรับรายได้รวมงวดไตรมาส 2/2564 มีจำนวน 641.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 85.1% และมีกำไรขั้นต้น 137.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 94.9% จากไตรมาส 2/2563 โดยหลักมาจากทุกกลุ่มธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่มที่บริษัทฯ มีอยู่ในปัจจุบัน และบริษัทฯ ยังรับรู้รายได้จากการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งจากกลุ่มบริษัท Around Logistics Management และ บริษัท DG Packaging Pte., Ltd. โดยล่าสุดบริษัท เอ.ที.พี.เฟรนด์ เซอร์วิส จำกัด (ShipSmile) ที่เริ่มรับรู้รายได้เมื่อต้นไตรมาส 2/2564 สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีตามเป้า

สำหรับแผนงานในครึ่งปีหลังยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่ขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตรต่อเนื่อง โดยธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นที่จะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็น Regional Company ตามกลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรในภูมิภาค

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท เอ.ที.พี.เฟรนด์ เซอร์วิส จำกัด (ShipSmile) โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 อนุมัติให้ซื้อหุ้นเพิ่ม 8% มูลค่า 28.0 ล้านบาท หลังจากที่เข้าลงทุนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในสัดส่วน 30% เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจขนส่งพัสดุภายในประเทศ ซึ่งการล็อกดาวน์ในไตรมาส 3/2564 ทำให้ปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซและขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มีการปรับตัวสูงขึ้นมาก

นายทิพย์ กล่าวว่า การเข้าลงทุนใน ShipSmile ทำให้บริษัทฯ ได้ร่วมดำเนินธุรกิจกับบริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY พันธมิตรซึ่งเป็นผู้ร่วมทุน โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันต่อยอดพัฒนาโมเดลธุรกิจของ ShipSmile ให้มีความน่าสนใจและมีจุดแตกต่างในการแข่งขัน รวมถึงมีบริการการชำระเงินออนไลน์เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้ปัจจุบัน ShipSmile มีจำนวนสาขา 2,400 สาขา และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3,000 สาขาในสิ้นปีนี้ โดยล่าสุด บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ใช้ ShipSmile เป็นจุดรับส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ ShipSmile มีความแข็งแกร่งและมีทางเลือกในการให้บริการแก่ลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ จะใช้จุดแข็งของพันธมิตรอย่าง Makesend เข้าไปช่วยต่อยอดบริการด้านโลจิสติกส์แบบ Sameday Delivery ให้กับ ShipSmile ซึ่งเริ่มให้บริการพื้นที่ของกรุงเทพและปริมณฑล และจะขยายบริการขนส่งสินค้าแบบวันเดียวไปสู่เมืองหลักทั่วประเทศต่อไป

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 3/2564 ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจโลจิสติกส์ ท่ามกลางสภาวะการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางปรับตัวขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงต้องมีการบริหารจัดการซัพพลายให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยได้เพิ่ม Service ใหม่ในเส้นทางที่เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชีย รวมทั้งการเพิ่มปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้ามาตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2564 และในส่วนการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ ยังให้บริการ Cargo Flight ร่วมกับสายการบินพันธมิตรต่อเนื่อง

“บริษัทฯ มั่นใจว่าครึ่งปีหลังของปี 2564 จะยังรักษาความสามารถในการสร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้อย่างต่อเนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจและยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่ในทุกรูปแบบ จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เป็นสองเท่าของปี 2563” นายทิพย์กล่าว

Read more...

III โชว์กำไรนิวไฮ Q1/64 ทะยาน 244% เตรียมปรับเป้าปีนี้โต 30%

“ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์” หรือ III โชว์ผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 64 ทุบสถิติกำไรสูงสุด 77.50 ล้านบาท ทะยาน 244% จากงวดปีก่อน รายได้รวม 633.10 ล้านบาท ผลสำเร็จจากปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ พัฒนาธุรกิจใหม่รับกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ประเมินไตรมาส 2/64 โตต่อเนื่อง เตรียมปรับเป้าเติบโตปี 64 จากเดิม 15% เป็นโตไม่ต่ำกว่า 30%

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 77.5 ล้านบาท เติบโต 54.9 ล้านบาท หรือ 244%  จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและเติบโต 60.4% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้บริษัทฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ แต่รายได้ยังเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมีรายได้รวม 633.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 22.3% จากจากไตรมาสก่อน

โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้หลักๆ มาจากกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งให้บริการขนส่งในรูปแบบ Cargo Flight ตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 4/2563 ได้รับผลตอบรับดีต่อเนื่อง และกลุ่มโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น การให้บริการคลังสินค้าสำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มบริหารจัดการโลจิสติกส์ยังสร้างรายได้เติบโตจากการมุ่งเน้นการให้บริการกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซและธุรกิจโลจิสติกส์ภายในประเทศ

“กลุ่มบริหารจัดการโลจิสติกส์ และกลุ่มโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์สามารถสร้างกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารลดลงจากการคุมค่าใช้จ่ายได้ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า  ในส่วนของกำไรขั้นต้นนั้น มีจำนวน 116.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 15.1% จากไตรมาสก่อน” นายทิพย์ กล่าว

นอกจากนี้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าในไตรมาส 1/2564 จำนวน 53.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยกลุ่มบริษัท Around Logistics Management และ บริษัท DG Packaging Pte., Ltd. สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ต่อเนื่อง ขณะที่บริษัท เอ็กคู่ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซีเค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในไตรมาสนี้ จากการที่ค่าระวางสินค้าทางทะเลได้ปรับตัวสูงขึ้น

“จากการที่ผลประกอบการไตรมาส 1/2564 โดดเด่น มาจากการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ทั้งในส่วนของการบริหารธุรกิจปัจจุบันภายใต้วิกฤตและการพัฒนาธุรกิจใหม่  ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง เพื่อหารายได้ทดแทน การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาคเพื่อบริหารความเสี่ยง และการจับมือพันธมิตรทางธุรกิจพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์รูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ” นายทิพย์กล่าว

นายทิพย์ ยังกล่าวถึงแนวโน้มในไตรมาส 2/2564 ว่า จะยังรักษาความสามารถในการสร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้ต่อเนื่องในปีนี้ จึงเตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตในปี 2564 จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 15% เป็นไม่ต่ำกว่า 30% โดยรายได้จะมาจากทั้งกลุ่มธุรกิจหลักเดิม 4 กลุ่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยจากสถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้อัตราค่าระวางสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ และการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนทางบก จะมีการปรับเพิ่มมากขึ้นเพื่อมาทดแทนการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี

สำหรับแผนธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ในไตรมาส 2 นี้ เตรียมปรับเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน Cargo Flight อีก 20-30% ในเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล ได้เพิ่ม Service ใหม่อีก 2 Service โดยจะให้บริการครอบคลุมประเทศเกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งเริ่มให้บริการแล้วในไตรมาส 2 นี้  ในส่วนของธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์ ยังคงโฟกัสลูกค้าหลักในกลุ่มอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ สุขภาพและความงาม และกลุ่มอีคอมเมิร์ซ ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะกลุ่ม Food and Food Supplement ที่มีช่องทางการขายออนไลน์เพื่อรองรับการใช้ Fulfilment Station อย่างเต็มที่  นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมศึกษาการขยายพื้นที่การจัดเก็บแบบห้องควบคุมอุณหภูมิเพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้าสุขภาพและความงามโดยเฉพาะ และสำหรับธุรกิจการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกำลังพิจารณาการเข้าเสนอโครงการและรองรับการเติบโตของการใช้พื้นที่คลังหลายโครงการในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป รวมทั้งบริษัทฯ กำลังพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอันตรายให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และเตรียมเพิ่มช่องทางการขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์

นอกจากรายได้ที่มาจากธุรกิจหลักทั้งสี่กลุ่มแล้วนั้น บริษัทฯ คาดว่ารายได้จากการพัฒนาธุรกิจใหม่ในกลุ่ม Business Development จะยังเติบโตได้ดี แม้ว่ามูลค่าการส่งออกไทยในไตรมาส 1/2564  ขยายตัวเพียง 2.27%   เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งในไตรมาส 2/2564 นี้ บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้ผลตอบแทนจากการเข้าลงทุนในบริษัท เอ.ที.พี.เฟรนด์ เซอร์วิส จํากัด (Shipsmile) คิดเป็น 30% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด

Read more...

Triple i Logistics partners with global temperature control packaging firm Intelsius to deliver COVID-19 vaccines

Triple i Logistics Public Company Limited (III), a leading total logistics service provider in Thailand, is working with Intelsius, a global market leader in sample transport and temperature control packaging solutions, in its initiative to establish Cool Chain Logistics Pte., Ltd. (CCL) with the immediate mission to support the delivery of COVID-19 vaccines, test-kits and other materials, with a clear focus in the Asia-Pacific region.

Mr. Tipp Dalal, CEO of Triple i Logistics, said “Based on the company’s business strategy for 2019-2021, ¬we will be expanding investment in our international logistics business (air, sea and land), especially in the transportation of critical life-saving materials such as medicines and vaccines.”

The new company, Cool Chain Logistics recently reached a supply & services agreement with Intelsius for the provision and service support of its proprietary ORCA VIP High performance reusable packaging systems. This will help the rapid deployment and development of Cool Chain Logistics services to provide specialist logistical services for drugs and medical equipment related to the novel coronavirus 2019 (COVID-19).

Mr. Tipp commented “This is a fantastic business opportunity for Triple i Logistics, with our focus on supporting the Covid-19 vaccination distribution efforts in Asia by offering our intra-Asia logistics services using validated cold chain systems with real time track and trace and online temperature monitoring.”

Cool Chain Logistics Pte., Ltd. is headquartered in Singapore and will provide comprehensive logistics specific to the Life Science industry transporting shipments such as temperature sensitive biopharmaceuticals, biological substances, and medical devices under the cooperation of a network of international partners.

Read more...

“ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์” ทุ่มเงินลงทุนจับมือพันธมิตรระดับโลก ตั้งบริษัท “Cool Chain Logistics” ลุยขนส่งวัคซีนสู้ COVID-19

“บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์” ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ครบวงจร ลุยโปรเจกต์ใหม่ตามแผนยุทธศาสตร์บริษัท ผนึกพันธมิตร Intelsius ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์แบบควบคุมอุณหภูมิชั้นนำระดับโลก จัดตั้งบริษัท “Cool Chain Logistics” พุ่งเป้าธุรกิจขนส่งวัคซีนและชุดทดสอบ COVID-19 รองรับวิกฤตการแพร่ระบาดทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรชั้นนำของไทยที่ครอบคลุมธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก การบริหารจัดการโลจิสติกส์ รวมทั้งการให้บริการด้านโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ เปิดเผยว่าตามแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท (ปี 2562-2564) จะมีการขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่ ล่าสุดบริษัทได้จัดตั้งบริษัท Cool Chain Logistics Pte., Ltd. ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ กับพันธมิตรทางธุรกิจต่างชาติ เพื่อรองรับหน่วยธุรกิจใหม่ที่จะให้บริการขนส่งสินค้าประเภทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งจากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจในด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งวัคซีน รวมถึงชุดทดสอบเชื้อ COVID-19 ที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง

ทั้งนี้ บริษัท Cool Chain Logistics Pte., Ltd. จะมีทุนจดทะเบียน 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยบริษัท DG Packaging Pte., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 50 จะเป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้งบริษัท Cool Chain Logistics โดยใช้เงินลงทุนจำนวน 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ถือหุ้นอัตราส่วนร้อยละ 50 ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อประกอบธุรกิจโลจิส ติกส์ครบวงจรเฉพาะด้านสำหรับอุตสาหกรรมยา และรองรับธุรกิจการขนส่งระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาทิ ยาหรือตัวอย่างชีวภาพที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ตัวอย่างเชื้อโรค ชุดทดสอบเชื้อโรค เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทยผ่านเครือข่ายธุรกิจในประเทศต่างๆ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ Cool Chain Logistics ได้มีการบรรลุข้อตกลงกับ Intelsius ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ระบบ ORCA VIP ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับระบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นการยกระดับการให้บริการธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับยาและเวชภัณฑ์โดยเฉพาะ จึงสามารถตอบโจทย์การขนส่งวัคซีน COVID-19 ได้เป็นอย่างดี

“การลงทุนในครั้งนี้เรามั่นใจว่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีในการขยายธุรกิจของบริษัท โดยจะมุ่งเน้นการขนส่งและกระจายวัคซีน COVID-19 ครอบคลุมทั่วทวีปเอเชียโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งจะอาศัยจุดแข็งทั้งระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ บริการการตรวจสอบสถานะการจัดส่งสินค้าแบบ Realtime Track & Trace รวมไปถึงการควบคุมอุณภูมิระหว่างการขนส่งผ่านระบบออนไลน์” นายทิพย์กล่าวเพิ่มเติม

Read more...

“ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์” ไตรมาส 3 กำไรโดดเด่น ฝ่าวิกฤติ COVID-19

บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (จำกัด) มหาชน หรือ iii ผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย สร้างกำไรไตรมาส 3/2563 เติบโตโดดเด่น 64% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวและการแพร่ระบาดของ COVID-19 คาดการณ์ไตรมาส 4 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเพราะรับรู้ผลกระทบจากวิกฤติไปแล้วและเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ iii  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 57 ล้านบาท เติบโต 64% จากไตรมาส 2/2563 และขยายตัว 33% จากไตรมาส 3/2562  เนื่องมาจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าและกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน แม้ว่าบริษัทฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ

“ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของบริษัทฯ เป็นผลมาจากความสามารถในการปรับกลยุทธ์บริหารวิกฤต ทั้งการหารายได้ทดแทนและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จากการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นไปตามแผนการบริหารความเสี่ยง ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ทั้งจากผลการดำเนินงานโดยตรง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า และการขายทรัพย์สินเงินลงทุนที่สามารถสร้างกำไรจากเงินลงทุนได้เพิ่มขึ้น” นายทิพย์กล่าว

บริษัทฯ มีรายได้รวมในไตรมาส 3/2563 จำนวน 335.6 ล้านบาท ลดลง 49.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   และลดลงเล็กน้อย 3.2% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของรายได้จากกลุ่มธุรกิจขนส่งทางอากาศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้สายการบินงดให้บริการเส้นทางบินต่างประเทศมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ธุรกิจขายระวางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศของบริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเป็นการดำเนินงานผ่านบริษัท เทเลพอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมค้าระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท Teleport Everywhere Pte., Ltd. ในกลุ่มแอร์เอเชีย จึงทำให้บริษัทฯ ไม่ได้บันทึกรายได้ในส่วนของเทเลพอร์ต (ประเทศไทย) จากการขายระวางขนส่งสินค้า แต่เป็นการรับรู้ผลประกอบการในลักษณะส่วนแบ่งกำไรแทน

นายทิพย์กล่าวว่า จากผลประกอบการในไตรมาสที่ 3/2563 ที่ออกมา บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าได้รับรู้ผลกระทบต่างๆ จากวิกฤติในครั้งนี้ไปแล้ว ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะทำให้ต้นทุนการทำงานลดลงและมีอัตรากำไรมากขึ้น จึงมั่นใจว่าในไตรมาสที่ 4/2563 ผลประกอบการของบริษัทฯ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับจากแผนยุทธศาสตร์ในการขยายธุรกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังคงพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ร่วมพันธมิตรเพื่อให้มีบริการที่หลากหลายและครอบคลุมตามแผนมากยิ่งขึ้น

ประกอบกับไตรมาส 4/2563 จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจหลักที่บริษัทฯ ให้บริการอยู่ โดยบริษัทฯ ยังเน้นการเพิ่มรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าและบริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศต่อเนื่องมาจากไตรมาส 3  จะเห็นได้จากปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการได้ลูกค้ารายใหม่ที่ใช้บริการด้านคลังสินค้า การกระจายสินค้าและ E-Fulfillment

นายทิพย์  เผยถึงแผนการดำเนินงานในไตรมาส 4/2563 ว่า บริษัทฯ ได้เริ่มให้บริการ Cargo Flight ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา โดยร่วมมือกับ เทเลพอร์ต (ประเทศไทย) ปรับรูปแบบการให้บริการขนส่งสินค้าในลักษณะของ Cargo Flight เพื่อกำหนดตารางบินขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งขาออกและขาเข้าแบบเส้นทางประจำ โดยให้บริการผ่านสายการบินไทยแอร์เอเชีย 10 เส้นทาง ครอบคลุมเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจในเอเชียเป็นหลัก

สำหรับการขนส่งสินค้าทางอากาศภายในประเทศในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะมีปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจากปลายไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้สดบางประเภทที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมยกระดับการให้บริการด้าน Fulfillment หลังจากที่บริษัทฯ ได้ลูกค้ารายใหม่ที่เป็นลูกค้าหลักหลายราย โดยจะพัฒนา Centralized Fulfillment Station ด้วยการติดตั้ง Sorting Line เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน ทั้งยังสามารถลดต้นทุนในการทำงาน พร้อมรองรับกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานในเดือนพฤศจิกายน 2563

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ใหม่และกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ยังคงพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุมตามแผนมากขึ้น เช่น การพัฒนาแพลทฟอร์มและการสร้างบริการ Fulfillment ครบวงจรสำหรับกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซ การให้บริการขนส่งสินค้าทางบก การพัฒนาการให้บริการขนส่งทางรถไฟหรือทางราง โดยคาดว่าบางโครงการจะสามารถเริ่มให้บริการได้ในช่วงปลายไตรมาส 4/2563 หรือต้นปี 2564 นอกจากนี้ยังมีแผนเข้าซื้อและควบรวมกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะหาข้อสรุปได้ในปลายปี 2563

Read more...